เทคโนโลยีสื่อสาร 3G ทั้งที มีอะไรที่มากกว่าแค่ความเร็ว
posted on 05 Apr 2009 11:40 by exstory in Technology
ช่วงปลายปี 2548 ที่ผ่านมา กระแสของเทคโนโลยี การสื่อสารไร้สายยุคที่ 3 (Third Generation) หรือ 3G ได้รับการกล่าวถึงจากสื่อมวลชนหนาหูขึ้น ทั้งมาจากตัวผู้บริหารของบริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือ (โอเปอเรเตอร์) ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ (แฮนด์เซ็ท) และ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายและเทคโนโลยี 3G รวมถึง ข่าวคราวเกี่ยวกับการเรียกร้องขอใบอนุญาต ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G จาก คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา และคาดกันว่าจะเริ่มออกใบอนุญาตฯ ได้ภายในปี 2549 นี้
แม้ว่าขณะนี้ เทคโนโลยีและโครงข่าย 3G ยังไม่มีเปิดให้บริการ แต่ก็มีเครือข่าย CDMA 2000 1X EV-DO ของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และโอเปอเตอร์อย่าง บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด หรือ ฮัทช์ (Hutch) ที่ถือว่ามีความใกล้เคียง 3G มากที่สุด และในต่างประเทศก็ถือว่าเป็นการสื่อสารแบบ 3G ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ระบบ CDMA ก็มีจำนวนผู้ใช้ที่ไม่มาก เพราะจำกัดอยู่เฉพาะในเมืองหลวงเป็นหลัก ส่วนเครือข่ายไร้สายหลักที่โอเปอเรเตอร์ อาทิ เอไอเอส ดีแทค และ ทีเอ ออเร้นจ์ ใช้ คือ ระบบ GSM 1800 MHz.ที่จัดเป็นเทคโนโลยียุคที่ 2
นางคนึงจิตร สุริยะธำรงค์กุล ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ควอลคอมม์ อินเตอร์เนชั่นแนล เจ้าของเทคโนโลยีระบบ CDMA 2000 และ Wide Band CDMA หรือ WCDMA อธิบายเกี่ยวกับ 3G จะมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างไรว่า เมื่อหันมาใช้ 3G จะทำให้ระบบเครือข่ายมีความเร็วขึ้น สิ่งที่จะเปลี่ยนไป คือ การใช้งานแอพลิเคชันในปัจจุบันมีอยู่แค่ การรับส่ง MMS และ SMS แต่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไร้สายจากอุปกรณ์มือถือ หรือ โน้ตบุ๊ค ที่ต้องการความเป็น Mobility หรือ เคลื่อนที่ได้ยังค่อนข้างจำกัด ยกเว้น ใช้กับพวกบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายแบบ ไว-ไฟ อีกทั้ง เมื่อเป็น 3G ตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือจะมี แอพลิเคชันที่มีความเป็นมัลติมีเดียมากขึ้น
ผจก.ประจำประเทศไทย บริษัท ควอลคอมม์ อธิบายต่อว่า ถ้าถามว่า “ตื่นเช้าขึ้นมาจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเมื่อมี 3G” คงได้แก่ กลุ่มวัยรุ่น ขณะนี้ มีมือถือที่ถ่ายรูป และเล่นเพลง MP3 ได้อยู่แล้ว แต่ยังใช้การดาวน์โหลดผ่านเครื่องพีซีอยู่ เพราะเครือข่ายยังรับไม่ได้ ช่องทางการสื่อสารยังแคบ ถ้ามี 3G ก็จะหันมาดาวน์โหลดคอนเทนท์ผ่านเครือข่ายไร้สาย จากเดิมที่ใช้เวลาดาวน์โหลดนานเป็นนาที ก็ลดเหลือแค่ 10-20 วินาที
กลุ่มนักธุรกิจ จะสามารถใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คทำเป็นรีโมทออฟฟิศ ทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ส่วนผู้ใช้งานทั่วไป ที่ไม่ได้จำกัดวัยผู้ใช้งาน ไม่ได้เน้นฟังเพลง และดูคลิปมิวสิควีดิโอ กลุ่มวัยกลางคน จะใช้ดูติดตามเหตุการณ์ คลิปข่าว และตลาดหุ้น แบบคอนเทนท์มัลติมีเดียได้ ในต่างประเทศสิ่งที่ผู้ใช้มือถือ 3G ใช้กันเป็นพื้นฐานของระบบ CDMA: Code Division Multiple Access คือ VDO Telephone หรือ การโทรศัพท์แบบเห็นหน้ากันผ่านหน้าจอของโทรศัพท์มือถือ
นางคนิงจิตร อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างเครือข่าย 3G กับเครือข่าย GSM ว่า GSM จริงๆ ก็เป็นเครือข่ายระบบดิจิตอลแล้วเช่นกัน หากเห็นภาพชัดๆ ก็คือ แอพลิเคชัน MMS, SMS ดาวน์โหลดได้บ้างแต่ไม่หวือหวา และความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลต่ำ ส่วน 3G เหมือนแกนของเทคโนโลยีเปรียบได้กับถนน โดยขึ้นอยู่กับว่าโอเปอเรเตอร์จะใส่อะไรลงไปบ้าง อาทิ บริการ GPSone เพื่อหาพิกัดตำแหน่ง (Location Base) ร่วมกับคอนเทนท์ ใน GSM อาจทำไม่ได้เพราะถนนแคบ ทั้งนี้ ส่วนมากจะเน้นให้บริการในสิ่งที่เข้าใจง่าย และเป็นบริการด้านความบันเทิง คาราโอเกะ มิวสิควีดีโอ และคลิปวีดิโอข่าวที่มีคุณภาพมากขึ้น
ผจก.ประจำประเทศไทย บ.ควอลคอมม์ อธิบายเสริมว่า แง่ของเทคโนโลยี GSM จะพัฒนาจาก GSM ไป GPRS และ EDGE คือ GSM จะอยู่ที่ความเร็ว 9.6 Kbps เมื่อเป็น GPRS ตามทฤษฎีอยู่ที่กว่า 100 Kbps แต่ในความจริงจะอยู่ที่ 20 Kb ส่วน EDGE อาจจะอยู่ประมาณ 80 Kbps โดยกระบวนการเหล่านี้ยังใช้ความถี่เดิมได้ แต่ก็จะตันกับเทคโนโลยี และอุปกรณ์การเข้ารหัสที่มีอยู่แค่นี้ โอเปอเรเตอร์บ้านเราหากจะทำ 3G จำเป็นต้องมีการอัพเกรดอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ระบบใหม่ ที่จำเป็นต้องลงทุนสูงมาก
“อีกทางหนึ่งเทคโนโลยี 3G แบบ WCDMA: Wide Band CDMA และ CDMA 2000 1X ความเร็วที่ได้จะเริ่มต้นที่ 384 Kbps ไปจนถึง 14 Mbps ตามทิศทางการเดินของเทคโนโลยี แต่ GSM นั้นการพัฒนาก็หยุดแล้ว อีกทั้ง โอเปอเรเตอร์ก็มองว่าถ้าเป็นเช่นนี้ เขาเอาเงินไปลงทุนกับสิ่งที่ยังไม่ตันดีกว่า นั่นจึงเป็นทิศทางที่โอเปอเรเตอร์ทั่วโลกทำกันบน 2 เทคโนโลยีนี้ โดยเมื่อ GSM ความถี่ตันแล้ว WCDMA จะต้องใช้ความถี่ใหม่เพราะทั่วโลกใช้ที่ 2.1 GHz ที่กำลังรอ กทช.อนุมัติอยู่” นางคนึงจิตร กล่าว
ผจก.ประจำประเทศไทย บ.ควอลคอมม์ อธิบายเสริมว่า เมื่อทำเครือข่ายมือถือที่เป็น WCDMA เริ่มต้นมักจะโรมมิ่ง (Roaming) กลับมาที่เครือข่าย GSM จากจุดเริ่มต้นการใช้ของคนในเมืองที่มีการศึกษา สามารถใช้งานแอพลิเคชันได้ การลงเครือข่ายจึงเริ่มที่เมืองหลวงก่อน แล้วค่อยกระจายออกสู่ชนบท โดยเริ่มต้นให้บริการเสียงก่อน นั่นคือการโรมกลับมาที่ GSM ดังนั้น โอเปอเรเตอร์ทุกรายก็จะต้องโรมกัน ทำให้ตัวมือถือ WCDMA ก็ต้องมีการทำงาน 2 โหมด คือ GSM / WCDMA ส่วน กรณี CDMA 2000 1X กับ EV-DO จะใช้คลื่นเดียวกันได้เหมือน GSM จึงอยู่ในโอเปอเรเตอร์รายเดียวกันได้
ทั้งนี้ การเปิดให้บริการ 3G ก็ขึ้นอยู่กับ กทช.ว่า จะเปิดโอกาสให้รายใหม่ หรือ รายเดิม หากรายเดิมได้ที่ความถี่ 2.1 GHz ก็สามารถโรมกลับมาที่เครือข่ายเดิมได้ แต่ถ้า กทช.บอกว่าเปิดกว้างให้ต่างชาติ หรือโอเปอเรเตอร์หน้าใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม โอเปเรเตอร์รายใหม่ก็ต้องกลับเข้ามาโรมกับผู้ให้บริการเจ้าเก่า 3G เป็นเทรนด์เทคโนโลยีของโลกที่สามารถนำความสะดวกสบาย คล่องตัวให้กับผู้ใช้ มีความปลอดภัยมากขึ้น อาทิ การตรวจดูบ้านพักจากมือถือ ผ่านกล้อง IP วงจรปิด ที่เชื่อมกับอินเทอร์เน็ต
นางคนิงจิตร กล่าวถึงเหตุผลที่โอเปอเรเตอร์มุ่งที่จะไป 3G ว่า โอเปอเรเตอร์มองว่าการลงทุนมาก ก็สามารถดึงรายได้กลับมามากตามไปด้วย อีกทั้ง เมื่อเทียบ GSM กับ 3G แล้ว ต้นทุนการให้บริการเทียบกันต่อเมกะเฮิร์ซ 3G ถูกกว่า แต่ผู้ใช้ก็ต้องเสียเงินเพื่อซื้อตัวเทอร์มินัล หรือมือถือเครื่องใหม่ อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคก็เปลี่ยนมือถือกันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว คนที่จะซื้อมือถือเครื่องใหม่ที่ใช้ 3G ได้นั้น ในแง่บริการคงไม่มีอะไรเพราะยังไม่มีเครือข่าย แต่จะมีฟังก์ชันให้ใช้ในเครื่องมากขึ้น และสามารถนำไปใช้ต่างประเทศที่มี 3G ให้บริการได้ ถ้าโอเปอเรเตอร์ที่ประเทศนั้นๆ มีดาต้า โรมมิ่ง
หากมือถือรับ 3G ไม่ได้ก็ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่สนามบิน สำหรับการจะเอามาใช้เมืองไทยก็ใช้ได้ แต่จะได้เฉพาะการใช้งานคนเดียว เปรียบได้กับเอารถเฟอรารี่มาขับบนถนน 2 เลนแรงแค่ไหนก็ไปได้เท่าเดิมเพราะถนนแคบ ไม่มีทางที่จะได้ความเร็วสูงกว่านี้แน่ จะเห็นว่ามือถือที่รองรับ 3G จะมีกล้องดิจิตอลความละเอียดสูงๆ เพราะว่ารองรับการรับ-ส่งข้อมูลที่มีขนาดใหญ่นั่นเอง
นางคนึงจิตร แสดงความเห็นเกี่ยวกับความพร้อมของประเทศไทยที่จะมี 3G ใช้งานว่า ส่วนตัวคิดว่าเมืองไทยพร้อมหมด แต่ก็ขึ้นอยู่กับการทำงานของภาครัฐ ในแง่ของใบอนุญาต 3G สำหรับผู้ใช้งาน และโอเปอเรเตอร์ พร้อมแล้ว โดยจะเริ่มจากกลุ่มคนที่เริ่มเข้ามาใช้งานฟีเจอร์ของ 3G ก่อน ภาพจะเป็นแบบเดียวกับสมัยที่เริ่มมีการใช้เครือข่ายแบบ GSM
“เราไม่เคยรู้ว่าคนในต่างจังหวัดเองก็มีการใช้ บริการเสียงรอสาย หรือ MMS คิดว่าเริ่มรู้จักการใช้งานมากขึ้น คนที่เริ่มต้นใช้งานบริการคอนเทนท์เหล่านี้ ก็อาจจะเริ่มจากการดาวน์โหลดเพลงมาฟังก่อน สิ่งที่จะได้มากกว่าการโทรเข้า-รับสาย หรือ ดูคอนเทนท์ต่างๆ บนมือถือก็คือ การมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปกับตัวทุกที่ มีประโยชน์มาก เพราะสามารถนำข้อมูลข่าวสารไปให้ตาสีตาสาได้ทันที บางคนต่างจังหวัดอาจใช้คอมพิวเตอร์ไม่คล่อง หากมาดูบนโทรศัพท์มือถืออาจจะสะดวกมากกว่า ผ่าน WAP หรือ บรูวว์ (BREW) แต่เครือข่ายจะต้องไปถึงด้วย
อย่างเช่น โครงการ CDMA ของ กสท จะมีตัวที่เป็น CDMA 2000 1X EV-DO ที่ความเร็วใช้ได้ ทางบริษัท หัวเหว่ย ผู้รับงานติดตั้งเองก็ต้องลงอุปกรณ์ 1,600 ไซต์ใน 51 จังหวัด โดย EV-DO จะเป็น 3G เฉพาะตัวข้อมูล หรือ ดาต้า หากโครงการนี้แล้วเสร็จ อย่างน้อยก็จะทำให้คนต่างจังหวัด เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น ไม่ต้องรอสายโทรศัพท์ ลากเข้ามาที่หมู่บ้าน หรือ อำเภอ สามารถใช้แบบเคลื่อนที่ทดแทนได้” ผจก.ประจำประเทศไทย บ.ควอลคอมม์ กล่าว
นางคนึงจิตร แสดงความเห็นส่วนตัวถึงอุปสรรคในการทำระบบ 3G ในเมืองไทยว่า ไม่น่าจะมีอุปสรรคหากมีการเปลี่ยนแปลงตามเทรนด์ที่ดี เช่น การมี กทช. ที่ออกแนวทาง กำหนดระเบียบที่ชัดเจนตามเวลาที่กำหนด อย่างไรก็ตามปัญหาอาจอยู่ที่การสะดุดในการจัดหา กทช. เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้จะมี กทช. ก็ยังต้องรอ กสช. หรือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติอีก วันนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่า 3G จะเป็นอะไร ทั้งที่ น่าจะเป็นคลื่นที่เกี่ยวกับการโทรคมนาคม ไม่ใช่เชิงบรอดแคสท์ (Broadcast) ก็น่าจะสามารถดำเนินการได้
“บางที่อาจมองกันว่า บริการคอนเทนท์วีดีโอ บน 3G เกี่ยวกับทาง กสช. ในทางเทคโนโลยีไม่ใช่การกระจายเสียงหรือภาพ ผ่านเข้ามาที่มือถือโดยตรงเหมือน “โมบายทีวี” แต่เอาเครือข่ายที่เป็นแกนของระบบ ไปเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต แบบเดียวกับ IPTV หรือ อินเทอร์เน็ต ทีวี แล้วเอาคอนเทนท์บนอินเทอร์เน็ตมาลงมือถือ ขณะนี้ เราดูทีวีบนอินเทอร์เน็ตได้แบบนี้ไม่เรียก ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) ว่า เป็นผู้ให้บริการบรอดแคสท์อย่างนั้นหรือ อยากมองว่าผู้ใช้แค่เอาคอมพิวเตอร์ ที่สามารถเคลื่อนที่ได้มาไว้บนมือถือแค่นั้นเอง” ผจก.ประจำประเทศไทย บ.ควอลคอมม์ กล่าวทิ้งท้าย
ไอทีไดเจส ได้ข้อมูลจาก บริษัท ควอลคอมม์ ระบุว่า ขณะนี้ มีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ 3G ทั้งแบบ WCDMA และ CDMA 2000 1X กว่า 222 ล้านคน จาก 122 โอเปอเรเตอร์ใน 59 ประเทศทั่วโลก (ข้อมูลเมื่อ ต.ค. 2548) โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคมีอัตราการใช้งานเติบโตสูงที่สุด โดยประเทศที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย คือ ญี่ปุ่นที่เป็นระบบ CDMA 2000 1X และ WCDMA และ 2G มีบ้างเล็กน้อย เกาหลีใต้จะเป็นระบบ CDMA 2000 และมีไซต์ทดสอบ WCDMA ด้วย ทั้งนี้ กลุ่มยุโรป และสหรัฐอเมริกา จะใช้ WCDMA มากที่สุด
ดังนั้น เรื่องที่น่าสนใจของ 3G ที่กำลังจะเกิดในประเทศไทย จึงไม่ได้อยู่ที่ความเร็วของเครือข่ายเพียงอย่าเดียว แต่จะเป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนในทุกที่ ให้สามารถเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ต อันจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนากับชาวไทย จากการที่ได้เข้าไปค้นหาความรู้ หรือ ข่าวสารบนอินเทอร์เน็ต ผ่านทางโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กๆ ในมือเท่านั้นเอง
edit @ 7 Apr 2009 07:57:22 by ExStory
- อะไรที่ชาติอื่นเค้ามีเป็นปีแล้ว, ประเทษเรายังตกลงผลประโยชน์กันยังไม่ลงตัว
- อะไรที่ทำให้คนต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่
แต่ีที่สำคัญสุด ..มันคือ
- อะไรที่ผมไม่ได้ใช้
#1 By kitipan on 2009-04-05 16:47